นักวิชาการฯ เผย AI ไม่ได้ฉุดรั้งอุตสาหกรรมสื่อ แต่ช่วยพัฒนาให้ดีขึ้น

Loading

เปิดมุมมองนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ เผย AI ไม่สามารถทำงานแทนได้ทั้งหมด หากมนุษย์ตื่นตัว พร้อมเรียนรู้ เชื่อ AI จะเป็นส่วนที่มาช่วยเสริมให้มนุษย์สร้างสรรค์ผลงานได้ดีขึ้น

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีการพูดถึงงานเสวนาในหัวข้อ “AI  ช่วยหรือฉุดคนทำงานด้านสื่อ” ที่จัดโดยกลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับคำถามที่ว่า เทคโนโลยี AI จะเข้ามาฉุดรั้งอุตสาหกรรมสื่อหรือไม่ โดยภายในงานได้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมการสัมมนาพร้อมกล่าวถึงมุมมองต่อเรื่องนี้ไว้หลายด้าน

ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวในงานเสวนาว่า AI ยังเป็นเมกกะเทรนด์ที่สร้างความสั่นสะเทือนหลายวงการ ซึ่งมีการนำ AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในหลายสาขา อาทิ โฆษณา การตลาด นางแบบ หรือ ChatGPT AI ในรูปแบบ Chatbot ที่เปิดตัวเมื่อปี 2565 และสร้างความฮือฮาในหลายวงการเนื่องจากสามารถแต่งเรื่อง เรียบเรียงประโยค วิเคราะห์ข้อมูล และพฤติกรรม โดยถูกนำมาใช้ในหลายวงการราวกับผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ การพัฒนาของ AI ทุกวันนี้ ขยับเข้ามาใกล้ตัวคนทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะวงการสื่อ AI ถูกนำมาใช้ในกองบรรณาธิการ การเป็นผู้ประกาศ การวิเคราะห์ข้อมูล สร้างความตื่นตัวและหวั่นกลัวของหลายคน

การแทรกซึมเข้ามาของ AI ในวงการต่างๆ

ในวงการสี่อ ดร.สิขเรศให้ภาพว่า หลายปีที่ผ่านมา มีสำนักข่าวใหญ่ๆ ประกาศตัวในการใช้ AI เข้ามาช่วยทำงานอย่างเป็นชิ้นเป็นอันกว่า 150 โครงการ ในยุคแรกๆ ตั้งแต่ปี คศ. 2012 ก็มีที่ BBC ทำ ต่อมาปี 2013 และ 2017-2018 AP ทำ อีกทั้งยังมีรอยเตอร์ส(Reuters) เดอะวอชิงตันโพสต์(The Washington Post) เทนเซ็นต์(Tencent) ซินหัว(Xinhua) รวมถึงสำนักข่าวเกาหลีใต้ จนมาถึงปีนี้ คณาจารย์ทั้งหมดเริ่มตื่นตัวและตื่นเต้น เพราะเห็นผลลัพธ์ของ AI กันอยู่มาก

โดยในปีนี้ มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เช่น นสพ.บิลด์(Bild) และ แท็บลอยด์(TABLOID)ของเยอรมนี หนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในยุโรป มีการจ้างพนักงานออก 20% โดยชดเชยด้วยการนำ AI มาทำงานในกองบรรณาธิการ รวมถึงก่อนหน้านี้ ปี 2018 เราเห็นผู้ประกาศข่าว AI ของสำนักข่าวซินหัว(Xinhua) แต่วันนี้มันพัฒนาไปมาก ทีวีเกาหลีเองก็มีผู้ประกาศข่าว AI ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ประกาศข่าวจริงได้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีการใช้ AI พากย์วิดีโอไฮไลต์การแข่งขันในศึกแกรนด์สแลมวิมเบิลดันด้วย ขณะที่คนทำงานในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด(Hollywood) มีการประท้วงเรื่องสวัสดิการพนักงานและเรียกร้องอย่าใช้ AI เข้ามาทดแทน

ในวงการดีเจ ก็มีดีเจ AI และ AI ที่สามารถแปลภาษาโบราณได้แล้ว ในอนาคต AI ไม่ต้องมาแปล อัดเทป ถอดเทปเหมือนนักข่าว แต่สามารถโพสต์ข่าวเองได้

ในวงการแฟชั่น ยีนส์ Levi’s เองก็ใช้คอมพิวเตอร์สร้างนายแบบ นางแบบ AI แล้วเช่นกัน

ในแวดวงวารสารศาสตร์ช่วงทศวรรษแรกๆ ที่พวกเราเรียนมัธยมและฝันอยากเรียนวารสารศาสตร์ จะมีฟังก์ชันและกระบวนการผลิตรายการ หรือสื่อโฆษณา Pre-Pro-Post เรียกว่า 3P (Pre – production คือ ขั้นตอนของการเตรียมงาน ก่อนที่จะผลิตรายการจริง, Production คือ ขั้นตอนของการผลิตรายการ และ Post – production คือขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตัดต่อก่อนที่จะนำไปเผยแพร่) และเข้าสู่ทศวรรษของโซเชียลมีเดีย เป็นยุคสตรีมมิ่ง การถ่ายทอดรับส่งสัญญาณ ภาพ เสียงต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

แต่ในทศวรรษต่อไปของการทำงาน เริ่มมีปัจจัยที่เชื่อมโยงเข้ามา นั่นคือ อัลกอริทึ่ม ตัวชี้วัดเหมือนอย่างที่พบเจอจากการโพสต์ในโซเชียลมีเดีย และต่อมาก็มีการทำเอเจนซี่รูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น จากเดิมที่ทำงานแค่การขายเวลา ขายเนื้อหา แต่ต่อจากนี้ จะมีดิจิทัลเอเจนซี่อย่างที่เราเห็นจากฟังก์ชันของเน็ตฟลิกซ์(Netflix) ที่ไม่ต้องใช้เอเจนซี่มาคอยรวบรวมผลงาน

AI Journalism – หลักสูตรในอนาคต

ดร.สิขเรศ กล่าวว่า หลักสูตรการเรียนการสอนของวารสารศาสตร์จำเป็นต้องปรับทั้งโครงสร้าง นักศึกษารุ่นปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ต้องเผชิญกับวารสารศาสตร์อุตสาหกรรมของ AI ปัญญาประดิษฐ์อย่างแท้จริง เราอาจมีวิชาวารสารศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ  AI Journalism หรืออาจจะเป็น major ในอนาคตก็ได้

แต่ถ้าไม่ยอมปรับตัว เราก็จะอยู่ในชนชั้นไร้ประโยชน์ หรือ useless class อย่างที่ยูวาล โนอา ฮารารี่ นักเขียนชื่อดังบอกไว้ว่า ยุคต่อจากนี้จนถึงปี 2050 จะเกิดชนชั้นไร้ประโยชน์ ไม่มีประสิทธิภาพ อันหมายถึง เมื่อเราจบไป ก็อาจไม่มีงานทำ หากกระบวนการเรียนรู้ในวารสารศาสตร์ในอนาคต ไม่มีทักษะการประกอบวิชาชีพที่จะไปในยุค AI

“ผมไม่ได้ดูถูกชนชั้นวิชาชีพ แต่เรากำลังจะพูดความจริงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เรากำลังถูกตั้งคำถามว่า นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ มีความจำเป็นหรือไม่ ในยุค Tiktoker  นักศึกษาในยุคนี้ถือว่าอยู่ในยุค  AI journalism 101 หรือ ยุครุ่งอรุณของวารสารศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ ที่ความจริง AI เกิดในวงการวารสารศาสตร์มานานแล้ว เช่น การเกิดขึ้นของ ChatGPT ที่ถูกนำมาใช้ในแวดวงเรามาก แต่ 10 ปีต่อจากนี้ เป็นยุคของพวกคุณที่จะพัฒนาไปสู่ยุค AI journalism 201 – 301 หรือ ปริญญาโท ปริญญาเอกได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง” 

ส่วนคำถามที่ว่า AI จะช่วยหรือฉุดคนวงการสื่ออย่างไรนั้น ดร.สิขเรศมองว่า ดิสรัปชันมี 2 แบบคือ ทำลายล้าง กับ สร้างสรรค์ หรือ Creative Disruption ยกตัวอย่าง แต่ก่อนเราตกใจมากเมื่อมี Streaming เข้ามา เรากลัวว่า สตรีมมิ่งจะเข้ามามาดิสรัปฆ่าภาพยนตร์ มาวันนี้ เมื่อมีเน็ตฟลิกซ์ ก็ถูกดิสรัปโดย Business Model เหมือน Facebook ที่เคยยิ่งใหญ่ตอนนี้ก็ถูก Tiktok ดิสรัป พร้อมกล่าวเสริมว่า

“AI ที่เข้ามามันเป็นการทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นว่า AI จะฉุดอุตสาหกรรมได้อย่างไร แต่ต้องถามกลับว่า แล้วเราจะอยู่ในชนชั้นไร้ความหมายอย่างที่เขาทำนายหรือ แล้วคุณอยากจะถูกดิสรัปโดย AI หรือ ทั้งที่ AI มันช่วยงานพวกเราได้ เช่น ที่เขากล่าวหาเราเป็นนักเล่าข่าว ก็อปปี้ข่าว ไม่มีอะไรก็เอาข่าวมาวนๆ ไม่มีข่าวสืบสวน นั่นคือ โอกาสดีที่เราจะใช้  AI มาช่วยทำข่าวสืบสวนแนวใหม่ ใช้ AI ตรวจสอบข่าว fact checking ได้มากขึ้น

ในการสร้างหนัง การตลาด และ ศิลปะ AI ก็จะเข้ามาช่วยเราให้นุ่มลึกมากขึ้น ผมจึงเห็นว่า AI มันอภิวัฒน์(ทำให้เกิดความเจริญ)มากกว่า แต่มันอยู่ที่เรา ถ้าเราอยากอยู่ในชนชั้นไร้ประโยชน์ต่อไป เราก็จะตกหลุมดำตลอดเวลา ถ้าเราอภิวัฒน์งาน สร้างสรรค์งานของเรา ก็สามาถใช้ AI เป็นเครื่องมือ เหมือนที่เราใช้ Photoshop มาสร้าง image ของเราให้ดียิ่งขึ้น” 

ทำอย่างไรถึงจะอยู่รอดในยุค AI

เมริยา ค้ำกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ เจ้าของ Youtube ช่อง Marketing Mayri การตลาดเข้าใจง่าย กล่าวในงานเดียวกันว่า ในมุมผู้ประกอบการมองถึงรายได้ ต้นทุน ถ้าเราทำงาน เป็นฟรีแลนซ์ มีเวลาจำกัดเพราะมนุษย์ไม่สามารถทำงานได้ตลอด แต่ AI ช่วยเราได้ในส่วนนี้ รวมถึงใช้ได้ไม่จำกัดเวลา และยังมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยในฐานะเจ้าของธุรกิจ ถ้าเราจะจ้างพนักงาน 1 คน ต้องมีต้นทุน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน มีประกันสังคม แต่ AI ทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่เจ็บป่วย

AI เริ่มเกิดขั้นมาระยะหนึ่ง แต่ที่สะเทือนวงการ คือเมื่อปี คศ. 2016  มีการแข่งขันหมากล้อมระหว่างมนุษย์กับ AI มนุษย์ที่แข่งเป็นแชมป์หมากล้อมชาวเกาหลี 18 สมัย ผลปรากฎว่า AI ชนะ 4 ต่อ 1 เกม  เมื่อมนุษย์แพ้ ทำให้เกิด 2 คำถามว่า นี่คือ จุดเริ่มต้นที่ AI สามารถประมวลผลกับจุดที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ หมายความว่า AI จะมาช่วยในหลายอาชีพ เช่น หมอ นักการตลาด นักธุรกิจ หรือในวงการที่ใช้ข้อมูลซ้ำๆ ได้หรือไม่ ส่งผลให้นักพัฒนาเกิดการตื่นตัวมากนับจากครั้งนั้น

ส่วนอีกคำถามที่ว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่ ในวงการวิชาการฟันธงแล้วว่า ถ้าคุณยังทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือทำงานธุรการไม่ได้อะไรมากมาย เช่น สรุปข้อมูลทั่วไป ไม่ได้เป็นตัวท็อปของวงการ ไม่ได้เรียนรู้ คุณจะถูก AI แย่งงานได้แน่

อย่างไรก็ตาม ความจริงการเข้ามาของ AI ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะก็มีบางอย่างที่ AI ทำไม่ได้ เช่น ถ้าเราต้องไปสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจ มนุษย์มีทักษะโน้มน้าว มีคอนเนคชัน ก็จะทำได้ดีกว่า AI แต่เราอาจให้ AI ช่วยรวบรวมประวัติคนที่จะถูกสัมภาษณ์ไว้ก่อน ดังนั้น AI ไม่ได้แย่งงาน แต่จะเสริมให้เราโตขึ้นเรื่อยๆ เช่น AI ช่วยวิเคราะห์เนื้อหาสุดท้ายมนุษย์จะมาวิเคราะห์ของเราเอง

“อย่างในวงการเอเจนซี่โฆษณา หลายคนใช้ AI เข้ามาช่วยแทนคนทำงาน เขาใช้เครื่องมือ 3 ตัวมายำข้อมูล เช่น ChatGPT แล้วให้ทีมงานที่เป็นคนมาช่วยรีไรท์ คือ การทำงานควบคู่กันระหว่างคนกับ AI” เมริยา กล่าว

สายอาชีพเกิดใหม่ และ อาชีพที่ AI ทำแทนไม่ได้

แม้จะมีบางอาชีพถูกทดแทนโดย AI แต่ก็มีบางอาชีพที่เกิดใหม่ เช่น PROMTengineering ตำแหน่งนี้ไม่เคยมีมาก่อนจนกระทั่งยุค AI กล่าวคือ เป็นอาชีพที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของ AI ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบใช้คำสั่งป้อนเข้าไปเพื่อให้ AI ทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งในเมืองไทยมีแล้ว และเป็นตำแหน่งที่คนโหยหา เนื่องจากเจ้าของบริษัทไม่รู้จะสั่งงาน AI อย่างไร จึงหาคนที่รู้วิธีสั่งการ AI มาทำงาน

อีกอาชีพ คือ นักจริยธรรมด้าน AI เพราะคนใช้ AI อาจขาดจริยธรรม เช่น เมื่อไม่นานมานี้ นักข่าวเอา AI มาทำรูปพระดีดกีตาร์เล่นคอนเสิร์ต เจ้าของรูปบอกจะเอาผิดเพราะทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย สังคมอีกด้านตอบโต้ว่า จะมาเอาผิด AI ได้หรือ คนสร้างไม่ได้ผิดมากกว่าสิ่งที่พระบางรูปทำด้วยซ้ำ แต่ความจริง คือ คนแต่งรูปได้บอกหรือไม่ ว่าเอามาจากไหน หรือ AI เอารูปมาใส่เอง ด้วยความอคติจากที่มีการป้อนข้อมูล

นอกจากนี้ ยังมีอาชีพ AI เทรนเนอร์ที่ต้องการใช้ภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาหนังสือพิมพ์ ภาษาวรรณกรรม ภาษาภาพยนตร์ ที่ AI ยังไม่ถนัด เพราะ AI นั้นถูกเทรนด้วยภาษาอังกฤษ

ส่วนอาชีพที้ AI ทำไม่ได้ เช่น นักกีฬา ผู้บริหาร ยิ่งถ้าเราเป็นตัวท็อป จะไม่ถูกแย่งงานโดย AI หรือ ในอาชีพที่เน้นการสื่อสารกับคน เช่น ครู อาชีพที่ต้องการตัดสินใจด้านจริยธรรม หรือ อาชีพที่ต้องตัดสินผู้คน แม้ AI จะช่วยได้ แต่ก็ไม่ 100%

“ลิขสิทธิ์” ที่เกิดจากผลงานของ AI

ศิริลักษณ์ รุ่งเรืองกุลดิษฐ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันงานที่ AI สร้างขึ้นยังไม่ได้การคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย เพราะงานลิขสิทธิ์ต้องมีการรังสรรค์งานจากมนุษย์พอสมควร ซึ่งงานที่ AI สร้างขึ้นมาต้องดู terms and condition ของแต่ละแพลตฟอร์มที่เขียนกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านกัน เช่น การนำรูปที่เราอัพโหลดจาก AI ต่างๆ มาใช้นอกแพลตฟอร์ม เช่น Midjourney (AI ที่ช่วยสร้างสรรค์ผลงานทางภาพงานศิลปะ) ที่เขากำหนดว่าต้องใช้เพื่อส่วนตัวเท่านั้น ห้ามทำเชิงการค้า ถ้านำไปอัพโหลดหรือใช้นอกแพลตฟอร์ม เขาจะไม่รับผิดชอบ

สำหรับกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยจะคุ้มครองงาน 9 ประเภท ได้แก่ 1.งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ บทความ บทกลอน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2.นาฏกรรม เช่น ท่าเต้น ท่ารำ ที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว 3.ศิลปกรรม เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย 4.ดนตรีกรรม เช่น ทำนองเพลงหรือเนื้อร้อง 5.โสตทัศน์วัสดุ เช่น วีซีดีคาราโอเกะ 6.ภาพยนตร์ 7.สิ่งบันทึกเสียง เช่น ซีดีเพลง 8.งานแพร่เสียง แพร่ภาพ เช่น รายการโทรทัศน์ และ 9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ เช่น การเพ้นท์ศิลปะบนร่างกาย

กฎหมาย AI ในต่างประเทศ 

หากดูกฎหมาย AI ในโลกต่างประเทศสองขั้ว จีน กับ อเมริกา ต่างกำหนดว่า งานที่สร้างโดย AI  ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ที่มีความแตกต่างกัน อเมริกาเน้นไอเดียมาก่อนการลงมือทำ ขณะที่จีนเน้นการลงมือทำ ส่วนกลยุทธ์ไอเดียมาทีหลัง ทำให้สองประเทศนี้มีการเอา AI มาใช้ในคำตัดสินของศาลฎีกาที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ในจีน ภาครัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ AI จะดำเนินไปในแนวเดียวกัน อีกทั้ง จีนเพิ่งออกมาตรการเกี่ยว AI เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 โดยประกอบไปด้วย ข้อกำหนดให้แพลตฟอร์มที่ใช้ AI ต้องผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐก่อนถึงเผยแพร่ได้ จำนวน 24 ข้อ ถือว่าเข้มงวดกว่าอเมริกามาก ที่สำคัญ ยังห้ามสร้างรูปประธานาธิบดี  สี จิ้นผิง แบบ AI ด้วย

ส่วนอเมริกานั้นแตกต่างกัน จะมีภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดัน AI เช่น แพลตฟอร์ม Midjourney, ChatGPT แต่ถึงกระนั้น ศาลก็ชี้ว่า งานเหล่านั้นละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะอเมริกาเน้นว่า ทุกอย่างต้องทำโดยมนุษย์ ถึงจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์

เมื่อหันมาดูที่ยุโรป ยุโรปได้ผ่านร่างกฎหมายครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2565 ที่ผ่านมา เพื่อกำกับดูแล AI โดยหนึ่งในนั้นระบุว่า บริษัทที่มีเครื่องมือสร้าง AI  เช่น ChatGPT จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ใช่เทรน AI เพราะเนื้อหาเหล่านั้น อาจเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์

หากแพลตฟอร์มอย่าง Midjourney และ ChatGPT ที่นิยมใช้กัน เอางานลิขสิทธิ์ 9 ประเภทตามที่กฎหมายไทยกำหนด มาดัดแปลงบนงานตัวเอง ก็ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย เพราะเป็นการอัพโหลดรูปของคนอื่นลงบนแพลตฟอร์ม AI และเจ้าของสองแพลตฟอร์มอาจต้องรับผิดชอบด้วย เพราะถือเป็นผู้สนับสนุนการละเมิด ในฐานะผู้ควบคุมสั่งการแพลตฟอร์มนั้น ศิริลักษณ์ ยกตัวอย่าง

“หลักการ คือ ถ้าเราเอางานเจ้าของลิขสิทธิ์มาใช้ ‘เผยแพร่ -ทำซ้ำ –ดัดแปลง’ โดยที่เจ้าของไม่อนุญาต ถือเป็นละเมิดลิขสิทธิ์ แต่บางทีมันมีข้อถกเถียง ถ้า AI ท่องไปในเว็บทั่วไป แต่ไม่ได้ทำซ้ำ เอาอันนี้นิดหน่อยมาใช้ ก็ไม่ได้ละเมิด ซึ่งเป็นการตีความตามกฎหายหลายแบบมาก” 

บทกำหนดโทษที่ต้องรู้ กรณีผิดกฎหมายลิขสิทธิ์
  • หากเจ้าของผลงานฟ้อง เพราะมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยตรง มีโทษปรับ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาท
  • ถ้าเอามาค้าหากำไรด้วย จะจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี ปรับ 1 แสน ถึง 8 แสนบาท
  • แม้ละเมิดจากของปลอม ก็ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรอง ซ้ำถ้ายังเอามาหากำไร จะมีการปรับตั้งแต่ 1 หมื่น ถึง 1 แสนบาท
  • ถ้าทำเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือนถึง 2 ปี ปรับตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 4 แสนบาท
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะตรวจสอบอย่างไร

การจะตรวจสอบว่างานเหล่านี้ถูกรังสรรค์จาก AI หรือ มนุษย์ ศิริลักษณ์ รุ่งเรืองกุลดิษฐ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้คำตอบว่า เรามีเว็บไซต์ในการตรวจสอบ รวมถึง เราให้ประชาชนเขียนถึงที่มาการผลิตชิ้นงาน บางคนเขาก็จริงใจเขียนมาเลยว่า งานชิ้นนี้ได้ทำมาจาก ChatGPT พอเราเห็น เราก็ไม่รับ เพราะสร้างโดย AI

แต่ถ้าเขาเขียนมาว่า มาจากแรงบันดาลใจจริงๆ ถ้าเราดูแล้ว มนุษย์ทำ เราก็รับแจ้งลิขสิทธิ์ ซึ่งในเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ ทางกรมจะอิงแนวทางของอเมริกาเป็นหลัก พร้อมทิ้งท้ายว่า “ถ้ามองในมุมนักกฎหมาย เห็นว่า AI เป็นส่วนที่มาช่วยเสริม ช่วยให้มันดีขึ้น เพราะ AI เป็นแค่ส่วนเสริมเท่านั้น แต่ถ้าเราเอาผลงานคนอื่นมา อันนี้มันฉุดแน่”

แหล่งข้อมูล

https://www.thansettakij.com/technology/582072


Smart City Thailand : 02 054 7755
Contact us : thunya.b@gmail.com | thunya@securitysystems.in.th

© smartcitythailand 11 โกสุมรวมใจ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210